Select Page

คิดสักนิดก่อนชูนิ้วกลาง

ชูมา แจ้งตำรวจกลับนะจ๊ะ

          เมื่อสองสามปีก่อน วันหนึ่งกลางเดือนเมษายน เนพาหมาออกไปเดินเล่นแถวบ้านตามปกติ ซึ่งทุกครั้งที่ออกไปเดินเล่น จะได้ความรู้สึกสดชื่น ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้เห็นหมากระดี๊กระด๊ามีความสุข ที่ได้ดมกลิ่นแปลกๆ นั่นนี่ไปเรื่อย ถนนสะอาดสะอ้าน วิวทิวทัศน์สวยงาม

          เพลิดเพลินเจริญใจทั้งคนและหมา ปราศจากความรู้สึกกังวลใดๆ แต่แล้วอยู่ๆ ระหว่างทาง มีรถยนต์ยี่ห้อ BMW ขับผ่านเลยไป หมากำลังทำธุระอยู่ เนเลยหยุดยืนอยู่กับที่ สายตาทอดไปที่ทะเล แล้วค่อยๆ กวาดมา จนเหลือบไปเห็นรถ BMW คันนั้นจอดแน่นิ่ง เลยจากที่เนยืนอยู่ประมาณ 10-12 เมตร

          ไม่เกินสองวินาที หลังแน่ใจแล้วว่าสายตาเนพุ่งไปที่รถ คนในรถลดกระจกลง แล้วยื่นมือชูนิ้วกลางออกมาให้เนกลางอากาศ พร้อมตะโกนอะไรซักอย่าง ได้ยินไม่ถนัดนัก วินาทีนั้นรู้สึกแปลกๆ คิดว่า เอ่อ เขาเป็นอะไรมากป่าว ทำไมถึงขั้นต้องจอดรถแล้วชูนิ้วกลางตะโกนโหวกเหวกอะไรใส่เรากับหมาด้วยอ่า

          เราทำผิดกฎจราจรอะไรรึเปล่า ก็ไม่นะ

          ยืนชิดริมถนนเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างดี ไม่ได้ขวางทางจราจรอะไรเลย

          กลับมาบ้าน เล่าให้แฟนฟัง บรรยายลักษณะรถ ช่วยกันสืบว่ารถ BMW คันนั้นเป็นของใคร ทำไมถึงทำกิริยาหยาบคายใส่เราขนาดนี้ ความโกรธและความสงสัยมันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด สืบรู้ว่าคนขับรถ BMW คันนั้น คือผู้ชายอายุ 18 ปี เป็นคนแถวนี้แหละค่ะ ส่วนคนในรถที่ชูนิ้วกลาง พร้อมตะโกนโหวกเหวกใส่ คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกับเขา

ปะติดปะต่อเรื่องไปมา จึงนึกได้ว่า

อ๋อ.. คนขับรถคนนี้เคยมีกรณีกับเราที่โรงแรม

norwegian countryside

รื้อฟื้นความจำ ปะติดปะต่อเรื่อง

          ตอนนั้นเนทำงานกะกลางคืน แล้วต้องดูแลบาร์ขายเหล้าด้วย โรงแรมมีกฎสำคัญคือ ลูกค้าที่นั่งอยู่บริเวณบาร์หลังห้าทุ่ม ต้องมีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่คนขับรถ BMW วัย 18 คนนี้ ชอบแอบเข้ามานั่ง เนียนๆ

          ถึงแม้ว่าจะไม่ซื้อเหล้ากิน แต่ไปนั่งโต๊ะเดียวกับพวกวัยรุ่นที่อายุเกิน 20 ปี มันก็ผิด ซึ่งเนแจ้งเตือนและเชิญเขาออกนอกโรงแรมหลังห้าทุ่มไปหลายรอบแล้ว เขาก็ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้จัดการโรงแรมทราบเรื่องแล้ว เขาจัดการให้ ด้วยการติดป้ายจำกัดอายุ “ต่ำกว่า 20 ปีห้ามเข้า” ตัวโตกว่าเดิม ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

          พฤติกรรมหนักเข้า จนเนทนไม่ไหว ประกอบกับได้โอกาสคุยกับพี่สาวเขา ซึ่งเป็นช่างตัดผมตอนไปตัดผม เลยถามเขาว่า น้องชายคุณมาทำรุ่มร่ามที่โรงแรม ทำให้การทำงานของฉันลำบาก ทำไมเขาถึงทำพฤติกรรมอย่างนั้น คุณรู้ไหม แล้วฉันควรจะจัดการกับเขายังไงดี พี่สาวเขาไม่ได้ตอบอะไรมา

          แต่คงกลับไปอบรมปราบปรามน้องชายให้

          คนขับรถ BMW คงรู้สึกโกรธและไม่พอใจที่เนเอาเรื่องพฤติกรรมแย่ๆ ของเขามาฟ้องพี่สาว สบโอกาสจึงหาเรื่องเล่นงานเนด้วยความหยาบคายข้างถนน หลังจากนั้น เขายังตามไปเล่นงานเนต่อที่โรงแรม ขอพบผู้จัดการโรงแรม แล้วแจ้งว่า เนเอาความลับของลูกค้าไปเปิดเผยให้คนภายนอกรู้ ซึ่งผิดกฎ ผู้จัดการควรจัดการอะไรซักอย่างกับเน

          หลังจากนั้นผู้จัดการก็เรียกประชุมส่วนตัว คุยเรื่องนี้เฉพาะ แล้วก็ขอโทษขอโพยเน ที่ไม่จัดการกับเรื่องนี้ให้จริงจังกว่านี้ก่อนหน้านี้ แต่ก็แจ้งเตือนเน พร้อมให้เอกสารระเบียบการทำงานกะกลางคืนมาให้อ่านยกใหญ่ แล้วกำชับว่าห้ามเอาเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงแรมไปพูดต่อกับคนข้างนอก ตามที่ระบุในสัญญาจ้างงานที่เนเคยเซ็นรับรู้ไป

ฟังแล้วร้องอ้าว…

โอโห..

นี่มันอะไรกันเนี่ย …

          เพราะคนขับรถ BMW คนนั้น เป็นคนนอร์เวย์ใช่ไหม ถึงไม่ทำอะไรเขามากไปกว่านี้ แถมยังต่อว่าเนกลับ ด้วยการเอาเอกสารระเบียบการทำงานมาหักหน้าอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่เนเคยแจ้งปัญหาแล้วหลายครั้ง ส่วนหนึ่งคือความผิดของโรงแรมด้วย ที่เนถูกกระทำแบบนี้

          นาทีนั้นทนไม่ได้เลยค่ะ คิดว่าต้องทำอะไรซักอย่างกับคนแบบนี้ ความโกรธและความรู้สึกที่ว่าโดนดูหมิ่น โดนดูถูก มันยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ว่านี่เราดูอ่อนแอดูใจดีเกินไปรึเปล่า ทำไมถึงถูกกระทำแบบไม่มีคนใส่ใจขนาดนี้ ถ้าเราเป็นผู้ชายและเป็นคนนอร์เวย์ จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเราไหม หรือเพราะเราเป็นผู้หญิงและเป็นคนต่างชาติ จึงตกเป็นเป้า ถูกดูหมิ่นขนาดนี้

          การถูกชูนิ้วกลางใส่ในครั้งนี้ มันคือ hate crime คือ sex discrimination คือ racism

          ตอนนั้นคิดวุ่นวายใหญ่โตมาก รู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่กล้าออกไปเดินเล่นแถวบ้าน ไม่ไว้วางใจรถทุกคันที่วิ่งผ่านเลยไป ไปทำงานแบบซังกะตาย เบื่อความรู้สึกการเป็นคนต่างชาติ คนต่างด้าว คนนอก แต่ก็ไม่คิดจะติดต่อสหภาพพนักงานโรงแรม หรือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมที่ทำงาน

          เพราะคิดว่ายังต้องพึ่งพางานนี้เพื่อทำรายได้ให้บรรลุตามเป้า เมื่อถึงกำหนดทำวีซ่าถาวร แม้แฟนจะเสนอแนะว่า แจ้งไหม เผื่ออะไรจะดีขึ้น ตอนนั้นคิดว่าถ้าแจ้งแล้ว เรายังคงทำงานอยู่ที่เดิม มันจะช่วยอะไรได้ กลัวมองหน้าผู้จัดการไม่ติด เลยไม่แจ้ง เรื่องอื่นดีๆ เขาก็มีอยู่

          แฟนเห็นสภาพเราไม่ไหว เซื่องซึม เบื่อโลก รู้สึกเดือดร้อนแทน เลยบุกไปบ้านของคนขับรถ BMW คนนั้น กะจะคุยให้รู้เรื่องไปเลย ต่อว่าให้เต็มที่ และทวงคำขอโทษ อยากเห็นความสำนึกผิดจากใจจริง ไม่ใช่วิ่งแจ้นไปคุยกับผู้จัดการโรงแรม แล้วโบ้ยความผิดมาให้เราแบบนั้น สรุปไปถึงบ้านเขา คนขับรถ BMW วัย 18 คนนั้นรีบหนีเข้าห้องนอนไปเลยค่า ไม่กล้าเผชิญหน้าคุย ส่งพ่อออกมารับหน้าแทน

          แฟนเลยต่อว่าพ่อเขาไปว่า ควรทำอะไรกับพฤติกรรมลูกชายตัวเองเสียบ้าง หยาบคายมาก พ่อเขาตอบมาว่า ลูกเขาอายุเกิน 18 ปีแล้ว บังคับไม่ได้ ที่นอร์เวย์เขาไม่ทำกัน จะให้บังคับลูกเขามาขอโทษบ้านเรา ทำไม่ได้ เป็นการละเมิดสิทธิลูกเขา

          รู้สึกแย่ที่ลูกเขาทำกิริยาแบบนั้นใส่ แต่ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ         

          ฟังแล้วก็หา….

          อย่างนี้ก็มีด้วยเหรอวะ

          แล้วสิทธิความปลอดภัยในการใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ของฉันล่ะ ความรู้สึกที่โดนดูถูกของฉันล่ะ แต่เราจะไปโวยวายอะไรบ้านเขามากก็ไม่ได้อีก เดี๋ยวกลายเป็นการข่มขู่ไป ถูกฟ้องกลับมาอีก ไปกันใหญ่ ต้องทำแบบเซฟๆ นิ่มนวลๆ

แจ้งตำรวจ นอร์เวย์

สุดท้าย ตำรวจคือที่พึ่ง

          เลยเขียนอีเมล์แจ้งตำรวจเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องรอแฟนว่างช่วยแต่งเป็นภาษานอร์เวย์ ด้วยความโกรธเขียนเองเลย เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคู่กรณีปฏิเสธที่จะเผชิญหน้าหรือพูดคุย พร้อมเน้นย้ำตรงท้ายจดหมายว่า รู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตที่ประเทศนี้ รู้สึกถูกคุกคาม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          หลังจากนั้น เนก็ได้รับการติดต่อจากตำรวจ สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วตำรวจเขาก็จัดการตามหาตัวต้นตอคือ คนขับรถ รวมถึงคนที่อยู่ในรถอีกสามคน ซึ่งมีความผิดในการดูหมิ่นเนในที่สาธารณะ

          ตำรวจตักเตือนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ อธิบายถึงผลและบทลงโทษที่อาจตามมาได้ ตำรวจถามว่าจะเอาไงต่อ จะแจ้งข้อหาไหม ติดต่อคนทำผิดได้แล้ว ตอนนั้นจำได้แค่ว่า รู้สึกสะใจแล้ว เพราะได้ยินข่าวลือมาว่าคนขับรถคนนั้นกลัวหัวหดค่ะ แถมโดนเพื่อนและคนรู้จักล้อทุกครั้งที่เห็นรถตำรวจวิ่งผ่าน ว่าเขา “กลัวตำรวจ” และ “ต้องระวังตัวให้ดี”

          คิดว่าเขาคงได้รับบทเรียนแล้ว อายุ 18 คงทำไปเพราะความคะนอง ยิ่งเวลาอยู่กับเพื่อนหลายๆ คน ฮอร์โมนอยากปะทะมันพลุ่งพล่าน คงอยากโชว์พาวเวอร์อะไรซักอย่าง ถ้าเนแจ้งความต่อ ต้องไปที่สถานีตำรวจ และอาจต้องติดต่อทนาย เพราะเรื่องอาจจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยก่อน

           ถ้าไม่โอเค ก็แจ้งต่ออีกขั้นอะไรซักอย่างเนี่ยแหละค่ะ เลยปล่อยไป และหลังจากนั้นไม่นาน คนนั้นเขาย้ายไปเรียนเมืองอื่น ประกอบกับเนได้เงินเดือนขึ้นที่โรงแรมด้วย แถมหน้าร้อนก็ใกล้จะมาถึง มีอะไรดีๆ ในชีวิตอยู่ มีเรื่องสนุกๆ ให้ทำเยอะแยะ เลยหลับหูหลับตาลืมและผ่านเรื่องนี้มาได้

           แต่อย่างไรก็ดี การชูนิ้วกลางในบริบทสากล คือเรื่องไม่เหมาะสม เป็นการหาเรื่องฝ่ายตรงข้าม เพื่อแสดงความดูหมิ่น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

           หากเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก มีประสบการณ์แล้ว แจ้งตำรวจแน่นอนค่ะ และตอนนี้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแล้วด้วย มีสิทธิใช้ทนายฟรี ไม่กลัว ไม่หงอ ไม่สงวนท่าทีแล้วจ้า

 692 total views