Select Page

     ปีก่อนค่ะ เนได้รู้จักกับหยก เจอกันที่มหาวิทยาลัย น้องเล่าให้ฟังว่าน้องมาเป็นออแปร์ในนอร์เวย์ ถือวีซ่าออแปร์ ซึ่งมีอายุนาน 2 ปี

         นับว่าเป็นวิธีการย้ายมาอยู่นอร์เวย์ที่น่าสนใจมาก เพราะการจะย้ายมาอยู่นอร์เวย์ระยะยาวได้นั้น ต้องถือวีซ่าอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น วีซ่าคู่สมรส วีซ่าติดตามครอบครัว วีซ่าคู่หมั้น วีซ่าทำงาน วีซ่านักเรียน/นักศึกษา

         ซึ่งก็ไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อย่างน้อยต้องมีแฟน มีคู่สมรส หรือครอบครัวเป็นคนนอร์เวย์ หรือถ้าจะขอวีซ่านักเรียน นักศึกษา ก็ต้องแสดงสถานะการเงิน สมัครเข้าเรียนให้ได้ ถ้าวีซ่าทำงานก็ต้องหานายจ้างให้ได้ก่อน ให้เขาเป็นคนเชิญมาทำงานที่นอร์เวย์

         สบโอกาส เนเลยชวนหยกคุยเรื่องการเป็นออแปร์ในนอร์เวย์ ถามถึงทัศนคติต่างๆ หลังได้มาคลุกคลีกับสังคมนอร์เวย์ ซึ่งหยกได้เล่ารายละเอียดต่างๆ ไว้น่าสนใจมากค่ะ

เหมาะอย่างแรงสำหรับคนที่กำลังคิดหาทาง “ย้ายประเทศ”

สนใจใคร่รู้เรื่องครอบครัว สังคม วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตของคนนอร์เวย์

เหมาะอย่างแรงสำหรับ

คนที่กำลังคิดหาทาง

“ย้ายประเทศ”

สนใจใคร่รู้เรื่องครอบครัว

สังคม วัฒนธรรม

และการใช้ชีวิตของคนนอร์เวย์

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

  ทำไมถึงอยากมาทำงานออแปร์ที่นอร์เวย์  

         จริงๆ คำถามนี้แยกออกไปได้หลายประเด็นเลย

        อันดับแรก เลือกประเทศนอร์เวย์เพราะเป็นประเทศที่ประชากรติดอันดับมีความสุขที่สุดในโลกและรวย

    หยกได้ยินมาตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่านอร์เวย์รวยเพราะน้ำมัน เป็นประเทศที่มีการเก็บภาษีในอัตราที่สูง แต่ยังอยากรู้อยากสัมผัสด้วยตัวเอง

– ว่าทำไมประชากรประเทศเขาถึงมีความสุข

– วัฒนธรรมนอร์เวย์เป็นยังไง

– คนนอร์เวย์เขาใช้ชีวิต มีวิธีคิดยังไง

         อันดับสอง หยกอยากเป็นออร์แพร์ เพราะหยกอยากไปอยู่ต่างประเทศ

         หยกคิดว่าไปอยู่อาศัยกับไปเที่ยวพักผ่อนไม่เหมือนกันแน่ๆ และหยกอยากฝึกภาษาอังกฤษด้วย แม้ก่อนมาจะรู้ว่าเขามีภาษานอร์ชของประเทศเขา แต่หยกคิดว่าเขาก็พูดภาษาอังกฤษเก่ง ยังไงๆ เราต้องได้ฝึก น่าจะตอบโจทย์เราแน่ๆ

         หยกเป็นคนชอบภาษามาตั้งแต่เด็กๆ และหยกมองว่าภาษาเป็นสิ่งสำคัญมาก

         ตอนแรกๆ ก็คิดว่าตัวเองเป็นคนดัดจริต (ก็เป็นจริงๆ นั่นแหละ) อยากดูชิคๆ โก้ๆ แต่พอคลุกคลีกกับภาษานานๆ ไม่ใช่ ภาษาเหมือนกุญแจเปิดหน้าต่างให้หยกเห็นมุมมองอื่นๆ ไม่ใช่แค่วัฒนธรรมต่างชาติที่แฝงมาในภาษา แต่มันรวมวิธีคิด ทัศนคติใหม่ๆ จากคนชาติอื่นๆ ด้วย

         ถ้ารู้แค่ภาษาไทย ก็อ่าน ฟัง ดูได้แค่สื่อไทย แต่ถ้าได้ภาษาอังกฤษด้วย มันเปิดโลกหยกไปได้อีกกว้างมาก เรื่องภาษามันเป็นเหตุผลหลักข้อแรกของหยกก่อนมาเลยจริงๆ แต่เพราะด้วยเหตุผลเรื่องภาษาเลยสนใจออแปร์ เพื่อนและคนรอบตัวจึงไม่ค่อยเห็นด้วย คนใกล้ตัวคนสนิทยิ่งห้ามเลย เพราะเขาคิดว่าไปเรียนต่อก็ได้ภาษาเหมือนกัน

     แต่หยกคิดๆ แล้วก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่างั้นจะเรียนอะไร เรียนแล้วทำยังไงต่อ เพราะไอ้ที่เรียนๆ จบมาแล้ว เอาเข้าจริงๆ ในตอนนั้นที่กำลังคิด หยกว่ามันก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์หยกนะ

         แอบรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตให้อยู่ในและไปตามระบบเท่านั้น นอกจากไม่รู้จะไปเรียนอะไร เรียนไปทำไม หยกคิดว่าตัวเองน่าจะไม่พร้อมทางการเงินที่จะส่งเสียตัวเองมาเรียนด้วย ตัวเองตอนนั้นก็เรียนจบทำงานแล้ว ไม่อยากใช้เงินพ่อแม่เพื่อเรียนอีกแล้ว ยิ่งเป็นการเรียนอะไรที่ตัวเองยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยนั้น จะมาเรียนแค่อยากไปอยู่ต่างประเทศเท่านั้น หยกจึงตัดช็อยส์วีซ่านักเรียนเลย

     หยกว่าออแปร์มันตอบโจทย์หยกทุกอย่าง

– ได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ

– ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

– ขอวีซ่าง่าย

– เงื่อนไขไม่เยอะ

– ลงทุนเงินก็ไม่เยอะ

         คิดว่างานไม่หนัก (ซึ่งพอมาถึงจริงๆ งานก็ไม่หนักจริงๆ เป็นงานดูแลเด็กๆ งานบ้านทั่วไป ทำอาหารเย็นบ้างบางวัน) ทำงานก็น้อย (ไม่เกิน 30 hrs/week หรือ 5 hrs/day)

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

         เหตุผลหลักอีกข้อที่สำคัญคือได้มาอยู่กับโฮสต์แฟมมิลี่ ซึ่งเราคิดว่าการใช้ชีวิตกับคนนอร์เวย์เนี่ยแหละ ถึงจะทำให้เข้าใจวัฒนธรรม วิถีชีวิตและวิธีคิดของคนนอร์เวย์อย่างแท้จริง ถ้ามาเรียนก็ตอบโจทย์ข้อนี้เราไม่ได้

     ขึ้นชื่อว่าทำงาน ก็แสดงว่าได้เงินด้วย แต่รายได้ออแปร์จริงๆ ไม่เยอะ หลังหักภาษีจะได้ประมาณ 5,000 kr และมีค่าใช้จ่ายรายเดือนนิดหน่อย คือ ค่าโทรศัพท์ (ประมาณ 235 kr)

         อย่างอื่นๆ ถ้าไม่ใช้เงินช็อปปิ้ง แฮงค์เอาท์กับเพื่อนๆ หรือส่งกลับเมืองไทย คือเป็นเงินเก็บเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะที่พักฟรี (อยู่บ้านโฮสต์ ห้องส่วนตัว) ไม่ต้องจ่ายค่าอาหาร ค่าเรียนภาษา ค่ารถบัสเดินทางระหว่างบ้านไปสถาบันที่เรียนภาษา

         (กรณีหยก โฮสต์ใจดี เขาส่งเสริมและสนับสนุนให้ลงเรียนคอร์ส Norwegian language and society ที่มหาวิทยาลัย)

         สำหรับหยก รายได้ออแปร์ไม่ใช่เหตุผลหลัก เพราะจริงๆ ปัจจัยดึงดูดของการมาเป็นออแปร์มันตามย่อหน้าก่อนหน้านี้เลย แต่เรื่องรายได้ถือเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของการมาเป็นออแปร์ เพราะเหมือนได้มาหาประสบการณ์ชีวิตที่ลงทุนแค่เวลา ดีไม่ดีเงินเหลือติดตัวกลับไทยด้วยซ้ำ

  ขั้นตอนการทำเรื่องมาเป็นออแปร์ที่นอร์เวย์อยากไหม

  เสียค่าใช้จ่ายเยอะไหม  

         หยกหาโฮสต์เองจาก https://www.aupairworld.com/ เจอกับโฮสต์ในเว็บแล้วนัด Skype เขาให้เราเจอหน้าลูกๆ ของเขาและโฮสต์ก็คุยสัมภาษณ์เราทั่วไป สองวันต่อมาเขาก็ Skype มาบอกว่าโอเค อยากได้เธอมาเป็นออแปร์ ก็ถือว่าแมตช์กัน จึงเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการขอวีซ่า

         การขอวีซ่าออแปร์นั้นไม่ยากและไม่ซับซ้อนเลย หยกทำไปตามขั้นตอนในเว็บ https://www.udi.no/ ซึ่งตามในเว็บทุกอย่าง เอกสารทางฝั่งโฮสต์ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น วีซ่าของโฮสต์ และ Contract for cultural exchange between au pair and host family เป็นต้น โฮสต์ส่งแนบไฟล์มาให้ทางเมล์ หยกสมัครวีซ่าผ่านเว็บ UDI หยกนัดวันยื่นเข้าไปยื่นเอกสารที่ VFS (อ้างอิง https://visa.vfsglobal.com/tha/th/nor/) ก็ผ่านเว็บ UDI นี่แหละ

         จริงๆ ต้องขอบคุณโฮสต์ด้วย เพราะโฮสต์เป็นตัวตั้งตัวตีเลย บางทีหยกยังไม่ทันอ่านขั้นตอนเสร็จหรือเข้าใจดี โฮสต์ส่งเอกสารหรือแชทมาหาหยกแล้ว ซึ่งเป็นการไกด์หยกได้อย่างดี เพราะพอมาหยกอ่านรายละเอียดและขั้นตอนตามในเว็บจึงเข้าใจง่าย ไม่งง

         สรุปหลักๆ คือ เริ่มต้นจากการแมตช์กับโฮสต์ แล้วสื่อสารติดต่อกับโฮสต์เรื่องเอกสาร (ประมาณสองสัปดาห์) สมัครผ่าน UDI (แป็ปเดียว กรอกๆ ไปวันเดียวก็เสร็จ) นัดวันยื่นเอกสารที่เว็บ UDI และเข้าไปยื่นเอกสารกับ VFS รอวีซ่าประมาณ 4 เดือน (หยกยื่นไปต้นกันยายน 2019 ได้วีซ่า 20 มกราคม 2020)

         พอได้วีซ่าก็เดินทางไป VFS อีกครั้งเพื่อรับพาสปอร์ตคืนมา แต่ครั้งนี้พาร์ตปอร์ตที่ได้คืนมาจะมาพร้อมวีซ่าออแปร์ด้วยเด้อ 🙂 จากนั้นหยกนัดวันเดินทางไปนอร์เวย์กับโฮสต์ แล้วบินค่ะ (หยกบินมาต้นเดือนมีนาคมค่ะ)

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

         เรื่องค่าใช้จ่ายก่อนมานอร์เวย์ จ่ายเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จำเป็นคือ ค่าค่าสมัครวีซ่าและค่าเดินทาง หยกแทบไม่ออกเอง เพราะโฮสต์ใจดีมากๆ จริงๆ เขาออกทั้งค่าวีซ่าและค่าตั๋วเครื่องบินจากไทยมานอร์เวย์ให้แทนเราค่ะ หยกจ่ายเพิ่มตรงซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้ขอบคุณพี่สาวของหยกที่เขาทั้งดูรายละเอียดน้ำหนักกระเป๋าให้และจ่ายเงินซื้อน้ำหนักเพิ่มให้หยกด้วย

     นอกจากนี้คือ pocket money ที่หยกต้องแลกเงินมาติดตัวไว้ ซึ่งเอาจริงๆ พอออกจากสนามบินก้าวขึ้นรถโฮสต์แล้วนั้น เงินส่วนตัวที่แลกมาไม่ได้กระเด็นออกจากกระเป๋าเงินเราเลย

         ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นคือค่าอาหารข้าวของเครื่องใช้ที่หยกไปหาซื้อเพื่อตั้งใจจะใส่เป๋าเอาติดตัวมานอร์เวย์ด้วย เช่น เสื้อผ้าเมืองหนาว (ยังได้รับการอุปถัมภ์ สั้นๆ ว่าเปย์ในส่วนนี้จากพี่สาวอยู่ค่ะ) ยาสามัญประจำบ้าน อาหารแห้งและพริกแกงไทย เป็นต้น

         แต่หยกขอเสริมว่าเอาจริงๆ ตามข้อกำหนดออแปร์ในเว็บ UDI ออแปร์ต้องจ่ายค่าสมัคร (5,300 kr) เอง และจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเองนะ หรือสรุปง่ายๆว่า คนสมัครออแพร์ต้องออกค่าใช่จ่ายก่อนเดินทางมานอร์เวย์เองทั้งหมดค่ะ

         และหยกขอเสริมเรื่องข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอีกเรื่อง เพราะหยกโหลดมาสองกระเป๋า และมีแครี่แบ็คขึ้นเครื่องอีก 2 ใบ ตอนโฮสต์มารับที่สนามบินคือเขาจึงอึ้งเมื่อแรกพบ อึ้งยิ่งกว่าเมื่อเขาเห็นหยกรื้อกระเป๋า

         เรื่องเสื้อผ้าเมืองหนาว พอมาถึงนอร์เวย์แล้วหยกจึงคิดว่ามาซื้อหน้างานดีที่สุด เพราะสุดท้ายพวกเสื้อกันหนาวที่เอามา หยกใช้จริงน้อยมาก หนาไปบ้าง กันน้ำไม่พอบ้าง ดูแลไม่กลมกลืนกับเขาบ้าง (ยกตัวอย่างกรณีเสื้อผ้ากันหนาวที่ใส่เดินในเมือง เดินเล่นในธรรมชาติ กับไปตกปลา และสำหรับใส่ในแต่ละฤดู เสื้อผ้ามันต่างกัน)

         แต่โฮสต์หยกเขาให้ยืมเสื้อผ้ากันหนาวยันรองเท้าของลูกสาวเขา จึงไม่มีปัญหาเรื่องเสื้อผ้า

         ส่วนเรื่องอาหารที่แบกๆมานั้น ในเมืองบูเด้อ (Bodø) ที่หยกอยู่ก็มีร้านอาหารเอเชียขายค่ะ

  ครอบครัวออแปร์ที่ทำงานมีลูกกี่คน อายุเท่าไรบ้าง

         วันแรกที่มาถึงลูก 4 คน แล้วต่อจากนั้นอีก 7 เดือน โฮสต์มัมคลอดลูกคนที่ 5

         สรุปปี 2020 ก็คือลูก 5 คน อายุ 10, 8, 6, 1ขวบ, และเด็กแรกเกิด ตัวแดงๆ อีกหนึ่งคน คนแรกและคนสุดท้องเป็นลูกสาว และลูกคนกลางทั้งสามคนนั้นเป็นลูกชายค่ะ

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

  เด็กนอร์เวย์เลี้ยงยากไหม แตกต่างจากเด็กไทยที่เคยรู้จักไหม  

         หยกตอบเฉพาะกรณีกุมารทั้งห้าในบ้านโฮสต์นะคะ เพราะถ้าเหมารวมว่าเด็กนอร์เวย์เลย มันกว้างเกินหยกจะสามารถอธิบายไปมาก เอาแค่ลูกคนข้างบ้านและเพื่อนในคลาสที่มาเล่นกับลูกโฮสต์ที่บ้าน หยกก็ยังรู้สึกว่าเขานิสัยใจคอต่างจากลูกโฮสต์เลย

         ลูกโฮสต์ห้าคนนั้น เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อมาก แต่ซนมากตามประสาเด็ก อยากรู้อยากเห็น ขี้สงสัย ใช้ชีวิตเป็นระเบียบ ตามกฏของบ้านเคร่งครัด เช่น เวลากินข้าว เวลานอน การกินขนม เป็นต้น

     ค่อนข้างแตกต่างจากเด็กไทยส่วนใหญ่ที่หยกรู้จัก เน้นย้ำว่าเฉพาะที่หยกรู้จักนะ

         ลูกโฮสต์กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ผิดก็ว่าตามผิด เห็นไม่สมควรเขาก็ท้วง หรือไม่เขาก็ถามพ่อแม่เขาหรือเราทันทีว่าทำไม

     เด็กๆ ติดตามข่าว

     ช่วงแรกๆ ที่หยกอยู่นอร์เวย์ เด็กๆ ถามว่าชอบทรัมป์ไหมและล้อเรื่องทรัมป์ให้ดูบ่อยมาก เด็กๆ ไม่ชอบทรัมป์ 5555+

         คำว่าลูกโฮสต์ซนในความหมายของหยกคือกิจกรรมแน่นมาก แสนจะสรรหาทำกัน อยากทำนู้นทำนี่อยู่เรื่อย เช่น ทำดินน้ำมันเอง (ทำจากแป้ง) ทำขนมเอง วาดรูประบายสี เย็บนู้นนี่เอง เช่น กระเป๋า แมส ผ้าผูกคอกันเปื้อนให้น้องเบบี้ สุดแต่ไอเดียจะสรรหามาตัดเย็บ เป็นต้น เป็นกันหมดทั้งลูกสาวลูกชาย ยิ่งลูกสาวนี่ไอเดียเขาจะบรรเจิดมาก

         ลูกโฮสต์ทุกคนใช้ชีวิตระวังและมีระเบียบเรื่องเวลามาก เช่น การไปถึงป้ายรถบัสก่อนเวลาคือสิ่งสำคัญ การไปไม่ทันหรืออกจากบ้านสายเป็นสิ่งที่ลูกโฮสมองเป็นเรื่องใหญ่ หยกไม่เคยเห็นเด็กๆ ไปไม่ทันหรือออกจากบ้านสาย

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

         ในทางกลับกัน บางครั้งลูกโฮสต์เป็นฝ่ายที่ดุเราด้วยซ้ำว่าเอ้า ยังไม่ไปอีก หรือนี่ เพื่อนเธอแฟนเธอกำลังจอดรถรอเธออยู่นะ เรื่องระเบียบในชีวิตประจำวัน เช่น ตื่นนอน กินข้าว ไปโรงเรียน เด็กๆ รู้เวลาและจัดการตัวเองได้ เช่น กินข้าวเสร็จ แต่งตัวพร้อม ถ้าเวลาเหลือเขานั่งเล่นไอแพ็ด ดูทีวี หรือเล่นเกมส์เพล์สเตชั่น พอถึงเวลาต้องเดินไปโรงเรียน ปิดหน้าจอคือปิด ไม่ต้องบอก ไม่มีงอแงหรือผ่อนผันเวลา

         เขาทำของเขาเอง รู้หน้าที่เอง หยกอาจมีช่วยปลุกเด็กๆ บ้างบางวัน แต่ลูกโฮสต์ไม่เคยงอแงเวลาตื่น เขารู้หน้าที่ว่าต้องตื่นไปโรงเรียน และเด็กๆ ก็คาดหวังกับหยกด้วยว่าจะรับผิดชอบเตรียมกล่องอาหารกลางวัน (Matpakke) ให้พวกเขาพร้อมแล้ว

         นอกจากนี้ก็มีกฎระเบียบในบ้าน เช่น การกินน้ำหวานรวมไปถึงโกโก้ ช็อคโกแลคและขนม เป็นต้น เด็กๆ ก็ทำตามกฎไม่ว่าพ่อแม่จะอยู่หรือไม่อยู่บ้านก็ตาม การกินของหวานนอกเหนือจากเวลาที่ตกลงกันไว้กับพ่อแม่ จะขออนุญาตก่อนทุกครั้ง พ่อแม่ไม่อยู่บ้านก็ เขาก็โทรขออนุญาต บางทีหัวหมอก็มาขอหยก เพราะเขารู้ว่าใจดี น่าจะอนุญาตแน่ๆ

         ลูกโฮสต์จะรักกิจกรรม กีฬา เกมส์ และดนตรีมาก เกมส์ในทีนี้ ไม่ได้จำกัดแค่เกมส์ในไอแพ็ดและเพลย์สเตชั่น แต่รวมถึงบอร์ดเกมส์ด้วย เมื่อลูกโฮสต์และพ่อแม่เขาว่างตรงกัน เขามักจะวางหน้าจอ เด็กๆ วางไอแพ็ด พ่อแม่วางมือถือ แล้วใช้เวลาร่วมกันเสมอ เห็นได้เป็นปกติ เช่น เล่นบอร์ดเกมส์ด้วยกัน เล่นคอนเสิร์ต ดูหนังดูทีวีด้วยกัน บอลยังดูด้วยกันเลย รายการโปรดประจำบ้านคือแข่งขันร้องเพลงหรือเต้น

         ถ้าอากาศดีๆ ไม่มีฝน ลมไม่แรง เขาทั้งครอบครัวจะเข้าป่า เดินเล่นริมน้ำ หรือไปสนามเด็กเล่นกัน การรับลูกหลังจากโรงเรียนเลิกแล้วไปช็อปปิ้งซื้ออาหารข้าวของเข้าบ้านด้วยกันก็เรื่องปกติเช่นกัน หยกสังเกตว่าเด็กๆ ในบ้านจะใกล้ชิดธรรมชาติมาก ชี่อนก เสียงนก เด็กๆ ตอบได้อธิบายได้ และเป็นเด็กๆ สายลุย

         ลูกโฮสต์มีส่วนร่วมในกิจกรรมประจำบ้านหลายอย่าง เช่น การทำอาหารเย็น การอบเค้กวันเกิด การแต่งบ้านช่วงเทศกาลต่างๆ การประกอบเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA แม้กระทั่งการเปลี่ยนยางรถ เพราะยางสำหรับวิ่งถนนฤดูหนาวฤดูร้อน หน้ายางไม่เหมือนกัน พ่อแม่เด็กก็ให้เด็กๆ มีส่วนร่วมด้วย พ่อลูกนั่งถีบยาง กลิ้งยาง หมุนหน้าหมุนหลังกับอุปกรณ์กันอยู่

     มีบางครั้งที่ลูกโฮสต์ก็ก้าวร้าวกับพ่อแม่ กรี๊ดใส่ ร้องไห้โฮใส่ การประท้วงในบ้านก็มี

         เช่น ครั้งหนึ่งพ่อแม่มีแพลนไปบ้านพักตากอากาศ (Hytte) สุดสัปดาห์ แต่เด็กๆ ไม่อยากไป เพราะติดไอแพ็ด ไปฮิตตะก็ไม่มีเน็ต เล่นเกมส์ไม่ได้ เด็กๆ จึงเขียนป้ายประท้วงติดหน้าประตูห้องนอนของเขานั่นแหละว่าไม่ไป ไม่เข้าร่วมแพลนด้วย

         เฮี้ยวเบอร์นี้หรือเบอร์ไหน หยกก็ไม่เคยเห็นการตี ไม่ว่าด้วยฝ่ามือ ไม้เรียว หรืออุปกรณ์ใดๆ เพื่อลงโทษเด็กๆ ในบ้าน มีแค่การเจรจาระหว่างเด็กๆ และพ่อแม่เท่านั้น

         กรณีเลวร้ายที่สุดที่หยกเคยเห็นเด็กๆ ทำคือกรี๊ดใส่ ขณะที่กำลังคุยกับพ่อแม่เพราะหาเสื้อตัวโปรดไม่เจอ พ่อก็พูดเสียงดุกลับ สั่งสอนด้วยวาจา มีการลากตัวเด็กโตคนนี้นิดหน่อย ลูกโฮสต์ที่อายุน้อย บางทีบางเรื่องก็ดื้อ เอาแต่ใจ แสดงออกอย่างไม่สมเหตุสมผลทั้งที่เจรจากันแล้วก็มี ก็จะถูกจับเข้ามุม สงบสติอารมณ์สักพัก

         แต่หยกสังเกตว่าพ่อแม่โฮสต์จะไม่ได้เก็บมาใส่ใจกรณีเด็กๆ หน้าบูดหน้าหงิก หรือเดินกระแทกเท้ากลับห้องนอนไปเมื่อมีอะไรไม่ได้ดั่งใจ เด็กโตเขาไม่เคยก้าวร้าวกับหยก เด็กเล็กมีแกล้งหรือเล่นแรงกับหยกบ้าง แต่คุยด้วยได้ ยิ่งถ้าเด็กทำต่อหน้าพ่อแม่เขา พ่อแม่เขาจะพุ่งเข้าชาร์จเลย แล้วพูดแรงและดุกว่าเราพูดอีก

  อยู่นอร์เวย์มาสักพักแล้ว คิดว่าสังคมคนนอร์เวย์และประเทศนอร์เวย์เป็นยังไงบ้าง คิดว่าแตกต่างจากสังคมไทยไหม  

         หยกอยู่นอร์เวย์มาหนึ่งปีครึ่งแล้ว เรารู้สึกและคิดว่าสังคมนอร์เวย์และไทยต่างกันหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องนี้หยกพูดในมุมมองหยกเท่านั้น หยกไม่ได้ติดตามข่าวตลอดและประวัติศาสตร์ทั้งสองประเทศนี้ลึกซึ้ง

         จึงมีหลายเรื่องที่หยกอาจยังไม่รู้หรือเข้าใจดีพอก็ได้ จึงขอย้ำว่าหยกพูดในมุมมอง ความคิดเห็นส่วนตัว และภายใต้ข้อมูลและประสบการณ์เท่าที่หยกมีเท่านั้น

     หยกคิดว่าสังคมนอร์เวย์เขาให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตมากๆ

         หยกคิดแบบนี้เพราะสิทธิ์วันลาหยุดสำหรับพักผ่อน (Ferie) ของคนทำงานยาวมากถึง 5 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเพิ่งเข้าทำงาน หรือทำงานมา 10 ปีแล้วก็ตาม และช่วงวันหยุดยาวนี้เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ยังมีรายได้จากนายจ้างเข้ามา (อ้างอิงจากที่โฮสและแฟนชาวนอร์เวย์บอก คือ เงินช่วงวันลาหยุดพักผ่อน คิดเป็น 10-12.5% ของจำนวนรายได้สะสมรวมปีที่ผ่านมา) ทำให้เขามีเวลาและเงินรองรับการไปเที่ยวการใช้ชีวิตในช่วงวันหยุดนั้น

         แม้หยกที่ทำงานออแปร์และไม่มีสัญชาติ Norwegian ก็ได้รับสิทธิ์วันหยุดและเงินนั้นด้วย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตราบใดที่มีรายได้จากการทำงานในนอร์เวย์

     ในไทยก็มีสิทธิ์หยุดพักร้อน

         แต่สิทธิ์แตกต่างไปตามองค์กรหรือตามนายจ้าง จากประสบการณ์ที่หยกเคยทำงานในไทยแบบมีนายจ้าง สิทธิ์ลาพักร้อนสูงสุดที่เคยได้รับคือ 15 วันต่อปี และยิ่งอายุงานมากขึ้น จะได้รับสิทธิ์วันลาพักร้อนเพิ่มขึ้น เต็มที่คือ 30 วัน มีรายรับคือเงินเดือนจากนายจ้างในช่วงใช้สิทธิ์วันหยุดตามกระแสรายรับปกติ

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

         แต่หยกนึกถึงอีกมุมหนึ่งด้วยว่า ลูกจ้างตามร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร ร้านหมูกะทะ ฯลฯ หยกคิดว่าลูกจ้างในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับสิทธิ์ลาหยุดพักร้อนแบบมีรายรับเข้านะ สิทธิ์เหมือนลูกจ้างรายวัน แต่จริงๆ ทำงานได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน หยกพูดมาถึงจุดนี้รู้สึกเนื้อหาหนัก ตึงเครียดเหมือนกันแฮะ แต่ย้ำอีกครั้งว่าพูดไปตามประสบการณ์ส่วนตัวและกรอบความรู้ ข้อมูลที่หยกมี

     ที่หยกอยากพูดถึงกลุ่มลูกจ้างทั่วไปในร้านค้า ร้านอาหาร หรือกิจการส่วนตัวเล็กๆต่างๆ ทั้งหลายเพราะว่าเขาก็เป็นคนในสังคมไทยเหมือนกัน

         ข้อมูลอาจไม่มากไม่แน่นพอก็ยังอยากพูด ดูเหมือนเสือกเหลือเกิน เออๆ หยกเป็นคนแบบนั้นแหละ 55555+ และจริงๆ อยากจะเสือก (อยากพูด) ถึงเรื่องแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่เขาทำงานและได้รับรายได้ในประเทศไทยด้วยซ้ำ เพราะก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยเช่นกัน และแอบทำให้นึกถึงตัวเองที่ก็ถือว่าเป็นคนต่างชาติในประเทศนอร์เวย์

     สังคมนอร์เวย์ชอบการใช้เวลาข้างนอกบ้าน

         ทั้งโดยการสนับสนุนโดยรัฐและโดยจริตของคนนอร์เวย์เอง เพราะหยกเห็นในป่า หรือเส้นทางบนภูเขาจะมีจุดแวะพัก บางจุดมีแคมป์ให้พร้อมสำหรับพักผ่อน หลบฝน ลม หิมะ และอุปกรณ์นิดหน่อย จัดสรรโดย Kommune ซึ่งเป็นหน่วยการปกครองระดับท้องถิ่นของประเทศนอร์เวย์ แต่จริงๆ ในไทยก็มีแบบนี้นะ ก็ตามที่เห็นตามสวนสาธารณะนั่นแหละ เช่น พวกม้านั่ง อุปกรณ์กีฬา สนามเด็กเล็ก เป็นต้น

         การสนับสนุนการใช้เวลานอกบ้าน หยกเห็นได้ชัดๆ จากห้องสมุด ครั้งแรกคือการแจกแผนที่เกมส์สำหรับเดินทางในเมือง Bodø คล้ายๆ เกมส์แรลลี่หรือเกมส์ล่าขุมทรัพย์ แผนที่นั้นจะมีจุดต่างๆ ในเมืองประมาณสิบกว่าที่ให้เดินทางไป พอไปถึงแต่ละจุดก็ตามหาแถบบาร์โค๊ดเล็กๆ แสกนเพื่อสะสมแต้ม แต่จริงๆ ไปครบทุกจุดก็ไม่มีของขวัญหรือรางวัลอะไรให้หรอก เล่นเอามันส์

         โฮสต์พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าทาง Kommune จะสรรหากิจกรรมแบบนี้มาให้ตลอดๆ เพราะเขาคิดมาแล้วว่าการสนับสนุนให้คนออกไปใช้เวลาข้างนอกบ้าน ในระยะยาวมันเป็นผลดี คนออกไปเดินเล่นนอกบ้านแบบนี้เป็นการออกกำลังกาย ลงทุนนิดหน่อยเพื่อสนับสนุนกิจกรรมนอกบ้าน แล้วคนไม่นั่งติดเก้าอี้ ออกไปเดินเล่น เดินป่า จึงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

     หมายความว่าลดค่าใช้จ่ายของรัฐในอนาคตด้านการรักษาพยาบาลประชาชน

         ในระยะยาวจึงเป็นผลดีทั้งเรื่องสุขภาพประชาชนแข็งแรงและแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายของรัฐในด้านนี้ด้วย

         หยกไม่รู้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเชิงสถิติด้านสุขภาพของคนสูงอายุในนอร์เวย์ แต่ที่หยกสังเกตเห็นเวลาไปเดินเขาหรือเดินป่าทุกครั้ง คือ คนสูงอายุ หลายคนผมเทามาเลย บางคนน่าจะอายุมากกว่า 60 ปี แต่หลายคนเดินเร็วกว่าหยกด้วยซ้ำ อีกตัวอย่างหนึ่งที่หยกเห็นจากในห้องสมุดคือ ช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่คนทำงานในนอร์เวย์นิยมลาหยุดพักร้อนกัน ห้องสมุดจะจัดสรรหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวขึ้นชั้น นอกจากการแนะนำหนังสือไกด์เที่ยวให้ยืมแล้ว ยังมีแผนที่หรือหนังสือไกด์การท่องเที่ยวแจกฟรีด้วย

         นอกจากการสนับสนุนโดยรัฐเรื่องการใช้เวลานอกบ้านแล้ว หยกสังเกตว่ากิจกรรมนอกบ้านก็ถือเป็นจริต ความชื่นชอบส่วนตัวของคนนอร์เวย์ส่วนใหญ่เองด้วย กรณีบ้านโฮสต์ของหยก เขาพยายามใช้เวลานอกบ้านแทบทุกครั้งที่มีโอกาส การเช็คพยากรณ์อากาศคือเรื่องปกติ ยิ่งหน้าร้อน ถ้าลมไม่แรง ฝนไม่ตก ได้ไปนั่งปิ้งฮ็อตด็อทที่สนามหญ้าหน้าบ้านก็เอา หรือตั้งโต๊ะดินเนอร์กันนอกบ้าน นอนอาบแดด นั่งเล่นนอกบ้าน  ถือเป็นเรื่องดีมากๆ

         ส่วนหยกมาจากไทย เขาไปชายหาดแล้วหิ้วหยกไปด้วย เขานั่งนอนแอบแดดกันริมทะเล อิหยกคัมฟรอมไทยแลนดดด์นั่งหลบแดดอยู่ในเต้นท์นู้น แดดอ่ะจะ แดดดดดดด ร้อนแสบมาก อิหยกไม่อินวัฒนธรรมนี้ ถ้ามีร่มก็เอาออกมากางแล้วไปเดินเล่นริมหาดหรือริมถนนแล้ว

         นอกจากนี้หยกยังเห็นชาวนอร์เวย์บางกลุ่มเล่นกีฬาเซิร์ฟบอร์ด จริงๆ น้ำทะเลมันก็ยังเย็นนะแม้จะในฤดูร้อน แต่ก็นั้นแหละ หยกไม่ได้โตมาในนอร์เวย์ ฉันมาจากเมืองร้อน ฉันจึงว่ามันเย็น แต่ถ้าถามลูกโฮสต์หรือเพื่อนคนนอร์เวย์ เขาจะบอกเลยว่า น้ำทะเลอุ่นแล้ว เล่นได้สบายๆ เขาจะเถียงกลับมา

         กีฬาเจ็ตสกีก็เห็นนะ และยังมีกิจกรรมตกปลาด้วย ซึ่งทำได้ทั้งปี ไปยืนบนฝั่งริมฟอร์ดแล้วเหวี่ยงเบ็ดตกปลาหรือออกเรือไปตก

      คนนอร์เวย์ชอบเรือมาก

         ยกตัวอย่างกรณีโฮสต์พ่อและแฟน โฮสต์พ่อพูดอยู่นั่นแหละ มีเรืออยู่แล้วก็ยังอยากได้อีก อยากได้ใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม เวลาเห็นเรือ เป็นเรือคนอื่นที่จอดไว้ก็ได้ ก็จะเดินไปชม พูดนู้นนี่มีคอมเม้นท์ อารมณ์เมือนเวลาผู้หญิงเห็นเสื้อผ้าเซลต้องเข้าไปเดินกรีดกราย อิแฟนก็ไม่ต่างจากโฮสต์พ่อ อยากซื้อเรือมาก นี่เห็นเรือหรือเห็นนม ทำให้ต้องสนุก ดูชื่นชอบออกหน้าเบอร์นั้น เรือตัวเองก็ไม่ใช่ ขอให้ได้ชมได้พูดถึง นั่งดูได้ทุกวันไม่เบื่อ เหมือนเรื่องเรือเป็นแฟนซีของพวกเขา

         ส่วนเมื่อหิมะมาเยือน กิจกรรมนอกบ้านก็จะเป็นการสกี เล่นหิมะ เดินป่า ฯลฯ ฝนตกฝนริน หิมะตกประปราย ลมแรงนิดหน่อยไม่ใช่ปัญหา ลูกๆ โฮสต์กับเพื่อนๆ ก็ยังออกไปเล่นนอกบ้านกัน

         ในมุมมองหยก หยกว่าแตกต่างจากไทยนะ หยกมีความคิดเห็นส่วนตัวว่าสังคมไทยไม่ได้นิยมชีวิตประจำวันนอกบ้านขนาดนั้น ก็แดดและอากาศร้อนซะขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะออกไปตระเวนกินสตรีทฟู๊ด ไปวิ่งจ็อคกิ้ง ออกกำลังกาย เดินตลาดนัดเอาความสบายใจหรือช็อปปิ้ง สังสรรพบปะเพื่อนๆ และเพราะเหตุผลเฉพาะกิจอื่นๆ เพื่อนๆ หรือคนที่หยกรู้จักหลายคน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แค่ไม่มีแอร์ก็ไม่อยากไปแล้ว

         แต่จริงๆ หยกคิดว่ามันก็ด้วยต่างวัฒนธรรมของ 2 ประเทศ ที่ประเทศไทยมันมีสภาพภูมิอากาศหลักๆ คือ ร้อนและฝน แดดไม่ใช่ของหายาก นายญี่ปุ่นที่เคยทำงานด้วยพูดว่า “สำหรับประเทศไทย ทุกวันคือฤดูร้อน”

         แต่สภาพภูมิอากาศในนอร์เวย์แตกต่างจากไทยมากๆ ฤดูร้อนสว่างทั้งวันทั้งคืน ฤดูหนาวมีแต่มืดหรือมืดมาก เพื่อนนอร์เวย์คนหนึ่งบอกว่าการมีอากาศดีๆ ได้แต่งตัวสบายๆ (คือไม่จำเป็นต้องใส่สไตล์เสื้อผ้าเมืองหนาว) มีแดดให้ซึมซับแบบนี้ มันมีให้เอ็นจอยแค่ในช่วง 6 เดือนต่อปีเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นเมื่อเวลามาถึงแล้วก็ต้องซึบซับดื่มด่ำให้เต็มที่ (แปลมาก็ประมาณนี้ครับ)

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

     อีกสิ่งที่หยกรับรู้และสังเกตเห็นในสังคมนอร์เวย์ คือ สังคมที่เสมอภาคและมีความเท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำในสังคมมีน้อย

         คนรายได้ต่างระดับกันหรือหัวหน้ากับเหล่าลูกน้อง ช็อปปิ้งแหล่งเดียวกัน กินอาหารภัตตาคารหรือร้านอาหารเดียวกันเป็นสิ่งปกติ เวลาไม่สบายซื้อยาหรือตรวจร่างกายก็ไปที่เดียวกัน หยกคิดว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงความเท่าเทียมกันทางสังคมนะ

         หยกคุยกับโฮสต์พ่อเรื่องรายได้ของคนนอร์เวย์ เขาบอกว่าส่วนใหญ่ อาจแตกต่างกัน 1-4 เท่าแล้วแต่อาชีพและตำแหน่ง ไม่ว่าจะเรียนจบสายอาชีพ ป.ตรี หรือ ป.โท และคนนอร์เวย์ส่วนใหญ่ไม่ได้จบป.ตรี ความเหลื่อมล้ำทางรายได้โดยเฉลี่ยจะอยู่ในกรอบประมาณนี้

         แล้วโฮสต์พ่อถามกลับ หยกจึงตอบกรณีหยกและพี่สาว หยกทำงานบริษัทในกรุงเทพฯ พี่สาวทำงานแพทย์ในคลินิค ซึ่งไม่ใช่คลินิคส่วนตัวของเขาด้วยนะ ตอนหยกได้รับเงินโบนัสประจำปีแล้วเล่าให้พี่ฟัง พี่สาวบอกว่าเขาทำงานทั้งเดือนถึงจะได้ โฮสต์พ่อฟังแล้วตอบว่า “อ่อ ประมาณ 12 เท่าสินะ”

         แต่กรณีหยก หยกจบป.ตรี ทำงานบริษัท แต่หยกคิดไปถึงคนอื่นๆ ในสังคมไทย ทั้งที่ไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย และกลุ่มลูกจ้างตามร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร ร้านหมูกะทะ ฯลฯ ดังนั้นความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมไทยมันสูงกว่านั้น และนี่เป็นการอ้างอิงจากแค่กรณีเดียว

         ลูกโฮสต์บอกหยกว่า “ไม่มีคนรวยคนจนในนอร์เวย์” (ลูกโฮสต์ตอนนั้นอายุ 9 ขวบ หยกเพิ่งมาถึงนอร์เวย์เดือนแรกๆ) ตอนที่ลูกพูด พ่อแม่เขาก็นั่งอยู่ด้วยกัน และที่หยกรู้มา จริงๆ คนไร้บ้านในนอร์เวย์ก็มีนะ แต่กลุ่มน้อยจริงๆ พบได้ในเมืองใหญ่ๆ เช่น ออสโล เป็นต้น แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังได้รับการช่วยเหลือจากรัฐด้วย ไม่ใช่อยู่ด้วยลำแข้งของเขาเพียวๆ

         สิ่งหนึ่งที่สะท้อนใจหยก (อยู่ๆ ก็อยากเล่า) หลานคนไทย พ่อแม่พาไปนั่งกินข้าวบนสนามหญ้านอกบ้านหลังเลิกเรียน กินข้าวกินน้ำจากที่ห่อไป ถ้าเป็นสไตล์คนนอร์เวย์นี่คือชีวิตดี๊ดี (แบบดีจริงๆ ไม่ได้ประชด) แต่หลานนั่งเสื่อบนสนามหญ้า มองหน้ามองหลัง ถามซื่อๆ กับพ่อแม่

“ทำไมต้องมานั่งกินข้าวแบบนี้”

“ทำไม?

“เหมือนขอทาน…”

         หลานพูดแบบยิ้มๆ ขำๆ เขิลๆ พ่อแม่ก็ขำก๊ากแล้วก็อธิบายกลับไปว่า

“เหมือนยังไง มีข้าวมีน้ำกินดีๆ อร่อยๆ นั่งบนเสื่อ ลมเย็นสบายๆ แบบนี้”

         จริงๆ เป็นคลิปวิดีโอขำๆ เด็กก็ว่าไปตามที่คิด จริงๆ หยกก็ขำในความอิหลานนะ ก็ช่างคิดได้ สรรหามาพูด

         แต่ที่สะท้อนใจคือเด็กอายุไม่ถึง 7 ขวบเขามีชุดความคิดแบบนี้ ตอนนั้นที่พูดสะท้อนว่าเขาโตมากับการรับรู้ความเหลื่อมล้ำทางสังคม

         นอกจากนี้ในประเทศนอร์เวย์ คนว่างงาน หรือคนที่มีปัญหาสุขภาพจนไม่สามารถทำงานได้ (มีเพื่อนนอร์เวย์คนหนึ่งที่เป็นแบบนี้ จึงรู้ข้อมูลตรงนี้มา) จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ เขาจึงสามารถใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมถึงการเข้าสังคม แฮงค์เอาท์กับเพื่อนๆ ได้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หยกคิดว่าสะท้อนถึงเท่าเทียมทางสังคมเช่นกัน แม้เขาจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ในสังคมนอร์เวย์ก็ตาม

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

     อีกลักษณะเด่นของสังคมนอร์เวย์คือ ความไว้ใจ (Trust)

         ทั้งระหว่างคนภายในสังคม และระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ยกตัวอย่างการขึ้นรถบัส (หรือที่ประเทศไทยเรียกว่ารถเมล์) ที่นอร์เวย์ ต้องซื้อตั๋วผ่านแอปแล้วก้าวขึ้นรถไปเลยจ้า บางทีจะมีคนมาเดินตรวจตั๋วในแอปบนมือถือ

         ตอนแรกๆ ไม่ชินก็ไปบ่นกับโฮสต์มัม บอกเขาว่าที่ไทยจ่ายโดยเงินสด แม่ตอบกลับมาว่า “That is how corruption works.

         เป็นการเปิดอีกมุมในใจอิหยกผู้เคยชินใช้เงินสดเพราะคิดว่ามันสะดวก โฮสต์แฟมมิลี่ไม่ล็อคบ้านล็อครถ แต่แฟนเราล็อคนะ มีครั้งนึงหยกขึ้นรถโฮสต์มัม นั่งเบาะรถปุ๊ป มือตบล็อคประตูรถปั๊ป กลไกดำเนินไปเองเหมือนสัญชาตญาณ โฮสต์มัมมองตาโตแล้วบอก “นี่ฉันสงสัยมาตลอดว่าทำไมรถมันล็อค เพราะเธอนี่เอง”

         คือเสล่อและหวงทรัพย์สมบัติแทนบ้านเขาอีก 5555+ หยกกับโฮสต์มัมจึงต้องอธิบายและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่า ในไทยสำคัญมาก จอดรถหน้าร้านวิ่งไปซื้อของแป๊ปๆ ยังต้องล็อคเลย ไม่งั้นอาจมีโจรมาเปิดประตู คว้ากระเป๋าในรถ แล้วก็หนีไป

         ครั้งหนึ่งมีคนจอดรถบนถนนเส้นหน้าบ้านหยกแล้ววิ่งไปจ่ายเงินค่าสินค้าแป๊ปเดียว โจรเปิดประตูรถ ขับรถหนีไปเลย ลูกเล็กของเจ้าของรถนั่งอยู่บนรถนั้นด้วย โจรจอดให้ลงบนถนนเส้นเดียวกันนั่นแหละแต่ไกลออกไปหน่อย (เรื่องขับรถไปพร้อมเด็กเล็ก ไม่ได้เล่าให้โฮสต์ฟัง แต่คือเปิดโหมดเม้าท์สุดเฉยๆ)

         ส่วนบ้านที่ไทยเรา ครั้งหนึ่งเคยลืมล็อครถ คนข้างบ้านมาขโมยพระหน้ารถไป แม่เห็นคาตาแต่ไม่เอาความเพราะเพื่อนบ้านกัน จอดรถตรงสี่แยกไฟแดงก็ต้องล็อครถ เผื่อคนมาเปิดประตูจี้ปล้น เราก็อธิบายกับโฮสต์

         โฮสต์ฟังแล้วเขาก็บอก “ในนอร์เวย์ไม่ต้องห่วง ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก อาชญากรรมต่ำมาก อุบัติเหตุก็ต่ำ เธอล็อครถแล้วเวลาเด็กๆ หรือฉันจะเอาของในรถหรือจะขึ้นลงรถ มันไม่สะดวก ตอนแรกฉันไม่รู้ มีแต่สงสัย นึกว่าประตูรถมีปัญหา” เปล่า อิหยกออแปร์นี่แหละสร้างปัญหาค่ะ และซูเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ ที่จะมีจุดให้คิดเงินด้วยตัวเอง (แสกนสินค้า และเอาใส่ถุงเอง)

         แม้มีพนักงานยืนดู แต่ก็ไม่ใช่ยืนจ้อง แฟนบอกจริงๆ จะโกงก็ได้ แต่ไม่มีใครทำหรอก ถ้ามี ก็เป็นคนจำนวนน้อยมากๆ นอกจากนี้กรณีทำของหล่นหาย ก็ให้ไปตามดูที่ที่ตัวเองทำตกไว้ คนนอร์เวย์จะไม่เอาของที่ไม่ใช่ของของตัวเอง ถ้ารู้เจ้าของเขาจะส่งคืนหรือพยายามติดต่อกลับให้มารับคืน

         เวลาไปเดินป่าเดินเขา ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมในนอร์เวย์ หยกจะเห็นถุงมือ หมวก หรือขวดน้ำ ตามเส้นทางเสมอ เป็นเหล่าบรรดาสิ่งของที่คนทำตกไว้แล้วคนอื่นที่เดินทางมาทีหลังมาเห็น เขาจะเอาของที่เก็บได้ไปแขวนตามกิ่งไม้หรือวางในที่ที่มองเห็นได้ชัด เผื่อเจ้าของกลับมาตามหาจะได้หาเจอ หยกเคยทำหมวกหล่นในป่า ลืมกระเป๋าถือทั้งใบบนรถบัส กลับไปหาก็เจอตรงที่ที่ทำหล่นหรือลืมไว้นั่นแหละ

         หยกเคยลืมวางมือถือไว้ในร้านขายยาและร้านขายเฟอร์นิเจอร์ แฟนทำบัตรเครดิตหล่นในซุเปอร์มาร์เก็ต ลูกค้าคนอื่นมาเจอก็เก็บไปให้พนักงานที่แคชเชียร์จึงได้คืน หยกลืมกระเป๋าเงินไว้ในร้านหนังสือ พนักงานก็เก็บไว้ให้ เขาบอกพยายามติดต่อหาด้วย เสิร์ชชื่อบนเฟสแต่ไม่เจอ ดีใจที่กลับมาเอา

         หยกทำกระเป๋าตังค์ทั้งใบหล่นหายที่ไหนไม่รู้ แต่ในนั้นมีบัตรนักเรียน เครียดมากเพราะเงินสด บัตรสำคัญๆ รวมถึงบัตร Norwegian Residence card ก็อยู่ในนั้น มหาวิทยาลัยโทรมาบอกวันถัดมาว่าให้ไปรับคืน คนเก็บได้เขาก็อุตส่าห์ส่งให้มหาวิทยาลัยและของข้างในก็อยู่ครบ ทั้งๆ ที่หยกไม่ได้ทำตกบริเวณนั้นเลยเพราะวันที่ทำหายนั้นไม่ได้เข้าไปเขตมหาวิทยาลัย  แต่เรื่องเหล่านี้เป็นประสบการณ์ของหยกที่อาศัยอยู่ Bodø ใน Nordland ของประเทศนอร์เวย์เท่านั้น โฮสต์และแฟนบอกว่าถ้าเป็นทางตอนใต้ของนอร์เวย์ คนนอร์เวย์ก็อาจจะแตกต่างจากคนที่นี่

     ส่วนลักษณะสังคมนอร์เวย์อื่นๆ ที่หยกสังเกตเห็น คือ สังคมไร้เงินสด, การใช้เทคโนโลยีมาก ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ, ไม่เคร่งศาสนา ส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนแค่ในนาม, รัฐสวัสดิการดีมาก, เมือง ถนนหนทางสะอาด, และค่าครองชีพที่สูงมาก

     สังคมนอร์เวย์แตกต่างจากสังคมไทยหลายอย่าง บางอย่างแตกต่างมากๆ เช่น แนวคิดสังคมนิยมและทุนนิยม อันนี้เห็นชัดและส่งผลกระทบต่ออีกหลายๆ ด้าน ส่วนประเทศไทยเองก็มีบางอย่างดีๆ ที่ทดแทนได้ยากเช่นกัน

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

  จบงานออแปร์แล้ว มีแผนอยู่นอร์เวย์ต่อไหม  

         มีค่ะ กำลังรอผล student visa อยู่ และหยกได้ที่สถานะนักศึกษาเทอม HØST 2021 ในมหาวิทยาลัยแล้วเรียบร้อย

         หยกค่อนข้างมั่นใจว่าได้วีซ่าได้แน่ๆ

         แต่ที่กังวลมากคือ ภาษานอร์เวย์ เพราะต้องเรียนเป็นภาษานอร์เวย์ หยกคิดว่าแผนอยู่นอร์เวย์นี่จริงๆ ยากมากนะ ภาษาเป็น barrier ใหญ่เลย ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียนอะไร แต่ถ้าได้ภาษานอร์เวย์แล้ว ทุกอย่างน่าจะง่ายเลย

         ทั้งนี้ทั้งนั้น หยกก็พูดในมุมที่หยกรู้และทางเลือกที่หยกเห็นและหาข้อมูลมาแล้วเท่านั้นนะคะ

 420 total views