Select Page

     ในปัจจุบันประเทศนอร์เวย์มีประชากรราวกว่า 5.3 ล้านคน เป็นประเทศที่ถูกจัดว่าร่ำรวยและพัฒนาแล้ว ประชากรอยู่ดีกินดี มีระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง มีความเป็นประชาธิปไตยสูง

     แต่เชื่อไหมคะว่า จากประชากรทั้งหมด มีเพียงแค่ 34.6%** เท่านั้นที่จบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยหรือสูงกว่า

(**ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บสำนักงานสถิตินอร์เวย์ ssb.no เมื่อเดือนสิงหาคม 2020 – ดูอ้างอิงได้ที่ลิงค์นี้)

         เป็นข้อมูลสถิติที่น่าสนใจนะคะ ว่าประชากรไม่ได้เรียนสูงมาก ไม่ได้มีใบปริญญากันครึ่งค่อนประเทศ แต่ก็อยู่ดีกินดีกันถ้วนหน้า มีงานทำ สามารถทำงานนำพาประเทศร่ำรวยติดอันดับโลก แรงดีไม่ตกได้

         วันนี้เว็บ norwara จะพามาดูกันค่ะ ว่าระบบการศึกษาของนอร์เวย์หน้าตาเป็นยังไงแน่ แตกต่างจากไทยมากไหม

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

  ช่วงชั้นของระบบการศึกษานอร์เวย์  

         คร่าวๆ ในภาพใหญ่ ระบบการศึกษาของนอร์เวย์แบ่งเป็น 4 ระดับชั้นค่ะ ได้แก่

1. ระดับปฐมวัย/ก่อนวัยเรียน

         เด็กวัย 1-5 ขวบ เข้าศูนย์รับเลี้ยงเด็ก (Barnehagen) ที่ไม่มีการเรียนการสอนเชิงวิชาการ ไม่ฝึกให้เด็กอ่านหรือเขียน เน้นการเข้าสังคม การเล่น เสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย ทำกิจกรรมใกล้ชิดกับธรรมชาติ

         สัดส่วนครู/พี่เลี้ยงต่อเด็ก อยู่ที่ผู้ใหญ่ 1 คน ดูแลเด็กไม่เกิน 34 คน

         แตกต่างจากโรงเรียนอนุบาลในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ไม่มีการสอบเข้า ไม่มีการแข่งขัน

         ศูนย์รับเลี้ยงเด็กของนอร์เวย์มีจุดประสงค์เพื่อรับเลี้ยงเด็กระหว่างวันแทนพ่อแม่ที่ออกไปทำงาน มีทั้งที่ดำเนินการโดยรัฐบาลและเอกชน ที่ดำเนินการโดยเอกชนมักอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นศูนย์รับเลี้ยงเด็กของรัฐบาล ที่อัตราค่าธรรมเนียมอุดหนุนโดยรัฐบาล อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาล (Kommune)

         แต่ละครอบครัวจ่ายค่าธรรมเนียมต่อเดือนแตกต่างกันตามฐานรายได้ ครอบครัวที่มีฐานรายได้น้อยจ่ายน้อยกว่าครอบครัวที่มีฐานรายได้สูง

         ในระดับปฐมวัยนี้ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักให้เด็กเข้าศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เพื่อไปเข้าสังคม ได้เล่นกับเด็กคนอื่น ไม่ได้คาดหวังให้เด็กอ่านออกเขียนได้ก่อนเข้าโรงเรียน

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

2. ระดับการศึกษาภาคบังคับ

         เด็กทุกคนที่มีอายุ 6 ขวบในปีการศึกษานั้นๆ ต้องเข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษาทุกคน

         การศึกษาภาคบังคับ (Obligatorisk) สำหรับเด็กนอร์เวย์ทุกคนเริ่มตั้งแต่ระดับชั้น 1-10 (เทียบกับระบบการศึกษาไทยคือตั้งแต่ระดับ ป.1 – ม.4)

         นักเรียนที่เรียนระดับชั้น 1-6 (Barneskole) จะไม่มีการวัดผลการเรียน

         เพราะฉะนั้นเราจะไม่เห็นพ่อแม่หรือเพื่อนบ้านคุยข่มกันว่าลูกฉันเรียนเก่ง สอบได้ที่หนึ่ง เก่งคณิต เก่งวิทย์ เก่งภาษา บลาๆ เด็กๆ ในวัยประถมจะไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกเปรียบเทียบและด้อยกว่าเพื่อนในชั้นเรียน ญาติหรือเพื่อนบ้านในวัยเดียวกัน มีความเครียดน้อยกว่าเด็กไทยที่รู้สึกว่าต้องแข่งขันกันตลอดเวลา

         แต่เมื่อขึ้นระดับชั้นมัธยมต้น (หรือระดับชั้น 7 ตามชื่อเรียกของระบบการศึกษานอร์เวย์) (Ungdomsskole) จะเริ่มมีการสอบและวัดผลการเรียนด้วยเกรด แบ่งเป็นเกรด 1-6 เกรด 6 คือดีเยี่ยม 1 คือแย่สุด

         การศึกษาภาคบังคับในนอร์เวย์เรียนฟรี อุปกรณ์การเรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ยกตัวอย่างเช่น หนังสือฟรี สมุดจดฟรี ปากกา ดินสอ ยางลบฟรี มีแท็บเล็ตให้ใช้ฟรี

         หลังจากการศึกษาภาคบังคับ นักเรียนเกือบทุกคนเลือกเรียนต่อระดับมัธยมปลาย แม้หลังจากนี้จะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับแล้ว แต่แทบไม่มีนักเรียนคนไหนจบเพียงแค่ระดับการศึกษาภาคบังคับแล้วออกมาหางานทำเลย

         โรงเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนของรัฐบาล อยู่ในความดูแลขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาล เช่นเดียวกับศูนย์รับเลี้ยงเด็ก

         จำนวนโรงเรียนเอกชนในประเทศนอร์เวย์มีน้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองขนาดใหญ่ เช่น ออสโล และเป็นโรงเรียนเอกชนที่เน้นความเชี่ยวชาญพิเศษ เช่น โรงเรียนนานาชาติ ฯลฯ

นอร์เวย์มีชุดนักเรียนไหม?

ระบบการศึกษาในนอร์เวย์ไม่มีบังคับใส่ชุดนักเรียน/นักศึกษา

ทุกคนสามารถแต่งกายตามอัธยาศัย รสนิยม ตามสภาพอากาศ จะทำผมสีไหนก็ได้ จะเจาะหู จะสักในร่มผ้านอกร่มผ้าอะไรก็ได้ ฟรีสไตล์ แม้แต่ครูหรืออาจารย์เองก็แต่งตัวสบายๆ ไม่มียูนิฟอร์ม

3. ระดับมัธยมปลาย (ไม่บังคับ)

         แบ่งออกเป็น 2 สาย คือ

         • สายสามัญ (Studieforberedende utdanning) ระยะเวลาเรียน 3 ปี เพื่อเตรียมเรียนต่อมหาวิทยาลัย

         • สายอาชีพ (Yrkesfaglig utdanning) เพื่อไปประกอบอาชีพเฉพาะในสายงานต่างๆ เช่น ช่างไม้ ช่างก่อสร้าง ช่างไฟ ช่างประปา พนักงานโรงแรม กุ๊ก เจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วย เจ้าหน้าที่/ผู้ช่วยดูแลด้านการศึกษา ฯลฯ

         สายอาชีพต้องเรียน 4 ปี แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 2 ปี และฝึกงาน 2 ปี เมื่อเรียนจบจะได้ใบประกาศนียบัตรรับรองเพื่อประกอบวิชาชีพเฉพาะ (Fagbrev)

         หากคนที่เรียนสายอาชีพจบไปแล้ว อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็สามารถเรียนต่อได้ โดยต้องไปเรียนหลักสูตรปรับพื้นฐานเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย 1 ปี (Påbyggingsår)

     การศึกษาระดับมัธยมปลายของนอร์เวย์นี้ก็ยังเรียนฟรีอยู่ค่ะ ไม่มีค่าเทอม รัฐบาลอุดหนุนเช่นเคย แถมถ้านักเรียนคนไหนเลือกไปเรียนโรงเรียนไกลบ้าน ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่ากิน ค่าเช่าหอ ค่าเดินทาง สามารถกู้เงินเพื่อใช้จ่ายระหว่างเรียนจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ด้วย

การกู้เงินเพื่อการศึกษาในนอร์เวย์

ง่ายมากค่ะ แค่กรอกเอกสารออนไลน์ เขาจะเชื่อมโยงตรวจสอบข้อมูลกับทางโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเอง ว่าเราลงทะเบียนเรียนจริง ไม่ต้องขอใบรับรอง ต่อคิวขอเอกสารให้ยุ่งยาก ไม่ต้องไปร้องขอคนมีตำแหน่งทางราชการมาช่วยค้ำประกันใดๆ เงินเข้าผ่านบัญชีให้ทุกเดือน

หนาวแค่ไหน แค่ไหนเรียกหนาว

     เยาวชนนอร์เวย์เมื่ออายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างอิสระ สามารถซื้ออุปกรณ์ป้องกันการตั้งครรภ์ต่างๆ รวมถึงทำแท้งอย่างถูกกฎหมายได้เอง โดยไม่ต้องขออนุญาตหรืออยู่ในความรับรู้ของผู้ปกครอง

4. ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป (ไม่บังคับ)

         มหาวิทยาลัยในประเทศนอร์เวย์มีทั้งหมด 10 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาระดับวิทยาลัยและสถาบันบัณฑิตศึกษาอีกหลายแห่ง ระดับปริญญาตรีในนอร์เวย์โดยทั่วไป ใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่นักศึกษาจำนวนไม่น้อยเลือกเรียนหลักสูตรควบไปจนถึงปริญญาโท ใช้เวลาเรียนจนจบปริญญาโท รวม 5 ปี

         ระดับมหาวิทยาลัยในนอร์เวย์นี้เกือบเรียนฟรีค่ะ นักศึกษาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาต่อเทอมจำนวนหนึ่ง (ไม่เกินพันโครน) และต้องออกค่าใช้จ่ายค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียนเอง

         สามารถกู้เงินเพื่อการศึกษาไว้ใช้จ่ายระหว่างเรียนได้

         นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการมาเรียนมหาวิทยาลัยในนอร์เวย์ จ่ายค่าธรรมเนียมเหมือนกับคนนอร์เวย์ คือจ่ายส่วนหนึ่ง (ในจำนวนน้อยมาก) แต่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันส่วนตัวเอง การขอวีซ่านักศึกษาในนอร์เวย์เขาจะพิจารณาสถานะการเงินด้วย ว่ามีเพียงพอต่อการดำรงชีพในนอร์เวย์ระหว่างที่ศึกษาในมหาวิทยาลัย 

ความแตกต่างของมหาวิทยาลัย (Universitet) กับวิทยาลัย (Høyskole)

มหาวิทยาลัยเปิดสอนสามระดับคือ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ขณะที่วิทยาลัยไม่จำเป็นต้องเปิดสอนทั้งสามระดับ อาจเปิดสอนแค่ระดับปริญญาตรี หรือแค่ระดับปริญญาโทหรือสูงกว่าในสาขาเชี่ยวชาญเฉพาะ เช่น วิทยาลัยตำรวจ ฯลฯ

 1,066 total views