Select Page

          วันก่อนค่ะ ไปทำงานมา ดูแลนักเรียนชั้น ป.1 ชั่วโมงโฮมรูม หลัง 11 โมงเช้าจนถึงบ่าย 3 กว่าๆ จนกว่าพ่อแม่เด็กจะมารับกลับบ้าน หน้าที่ไม่มีอะไรมากค่ะ แค่ดูเด็กเล่นกัน อย่าให้ทะเลาะกัน อย่าให้ปีนป่ายจนอันตรายมากไป ถึงขั้นเลือดตกยางออก ส่วนเขาจะเล่นอะไรนั้นก็แล้วแต่เลย เน้นให้อยู่นอกห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นวันที่อากาศแย่มากๆ ประมาณพายุเข้า ถึงจะให้ทำกิจกรรมในห้องเรียน

          เท่าที่สังเกต หนึ่งในกิจกรรมที่เด็กชอบเล่นคือ เล่นสงคราม เล่นยิงต่อสู้โต้ตอบกัน โดยเก็บกิ่งไม้บริเวณโดยรอบ มาครีเอทผสมจินตนาการว่าเป็นอาวุธชั้นเลิศที่สามารถทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามได้

ก่อนเล่นก็จะมีการรวมตัว ตกลงกันก่อน ว่าใครจะอยู่ข้างใคร ใครพวกใคร จะเอากติกาแบบไหนดี

          มีเด็กคนนึงเสนอไอเดียว่า “เราเล่นต่อสู้ มีเมือง 2 เมืองตีกันไหม แล้วมีคนนึงเป็นหัวหน้าใหญ่” ยังพูดไม่ทันขาดคำ เด็กคนนึงเถียงขึ้นมาเลยค่ะ “ถ้าคนนึงเป็นหัวหน้าใหญ่ ก็มีอำนาจเหนือคนอื่นสิ สั่งการอย่างเดียว ทุกคนต้องทำตาม ไม่เอา ไม่เท่าเทียม” อีกคนเสนอว่า “งั้นเปลี่ยนไหม เอาแบบทุกคนเป็นคนรวย มีเงินซื้ออาวุธเจ๋งๆ เท่าเทียมกัน ช่วยกันต่อสู้ปกป้องเมือง”

          เด็กๆ เห็นด้วยกับกติกานี้ จากนั้น ก็เลือกข้าง จับคู่กัน ใครอยู่ทีมใคร ต่างฝ่ายต่างเดินไปหาเนินดิน เก็บหินมาก่อโดยรอบ จินตนาการว่าคือป้อมปราการอันแข็งแกร่ง แล้วก็เริ่มเล่นสงครามการต่อสู้ด้วยปืน (มโนจากเศษกิ่งไม้)

เด็กนอร์เวย์

เราที่ยืนดูอยู่ห่างๆ แอบคิดในใจ เอ่อ 6 ขวบนี่รู้จักคำศัพท์คำว่า “ความเท่าเทียม” แล้วรึ อะไรจะขนาดนั้น

          แล้วระบบโรงเรียนประถมในนอร์เวย์ก็ไม่ได้สอนอะไรวิชาการมากมาย วันๆ เรียนแค่ไม่กี่ชั่วโมง เรียนๆ เล่นๆ เน้นอยู่นอกห้อง ไม่มีสอบ ไม่ต้องอ่านหนังสือหนัก ไม่มีการบ้าน ทำไมรู้จักคำศัพท์และคอนเซปต์อะไรแบบนี้ แถมยังเอามาปรับใช้ในการเล่นได้อีก

          เด็กผู้ชายกลุ่มนี้ 4-5 คน เล่นๆ ไปได้สักพัก มีเด็กผู้หญิง 2 คนเดินทำหน้าตาเศร้าสร้อยมาบอกเนว่า ทำไมชั่วโมงโฮมรูมนี้ “ไม่มีความยุติธรรม” เด็กผู้ชายเอาแต่เล่นต่อสู้ แล้วผู้หญิงล่ะ เล่น “พ่อแม่ลูก” กันสองคนไม่สนุกเลย ชั่วโมงนี้ต้องเล่นด้วยกันทั้งหมดสิ ถึงจะสนุก

          เลยหาทางออกด้วยการเอากลุ่มเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายมาคุยกัน ว่าพวกเธอต้องหากิจกรรมที่เล่นด้วยกันนะ เล่นต่อสู้กันเองแบบนี้ เหมือน “ทิ้งและกีดกัน” เพื่อนผู้หญิงไว้โดดเดี่ยว เขาไม่มีเพื่อนเล่น ไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ คิดดูสิ สักพัก เด็กก็ตกลงกันว่า ก็ได้ งั้นขอเล่นต่อสู้แป๊บนึงก่อน แล้วจะมาเล่นพ่อแม่ลูกด้วย

 ลงท้าย เด็กผู้หญิงบอกว่า โอเค ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ค่อย “ยุติธรรม” หน่อย

          แล้วบอกว่า “เดี๋ยวเราจะไปทำกับข้าว (ซึ่งมโนเอาจากเศษหินเศษใบไม้) รอตรงนู้นนะ”  สรุปว่างานนี้ เด็กตกลงกันเอง เออเอง ไม่ทะเลาะกัน คนดูแลอย่างเราก็รู้สึกโล่ง ไม่งั้นถ้าทะเลาะกัน เกิดงอนกันขึ้นมานี่ ตามง้อยาวเลย คนไกล่เกลี่ยเหนื่อยค่ะ วิ่งคุยกับคนนั้นที คนนี้ที ยกเหตุผลมาอธิบายล้านแปด กว่าเด็กจะยอมดีกัน

          การทำงานกับเด็กนี่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งนะคะ ทำให้เราเข้าใจสังคมนอร์เวย์มากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะสังคมเด็กวัยกำลังโต จากที่เคยได้ยินได้ฟังมา ที่เขาว่า โรงเรียนคือที่ที่เน้นให้เด็กไปมีสังคม เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับเด็กคนอื่นผ่านการเล่น วิชาการไรไม่ต้องเน้นมาก แท้จริงแล้ว มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

 524 total views